วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

เพราะมันต่างตั้งแต่จุดเริ่ม

เมื่อนั่งเพ่งพิศตัวเองในกระจกเงาเป็นเวลานาน มันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่า "ดูดีเหมือนกันนะเรา" ที่คิดได้เ่ช่นนี้หาใช่เป็นการหลงตัวเองไม่ แต่นี่เป็นเพียงหนึ่งความคิดที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้ ฉันได้ เราต้องเห็นความสำคัญของตัวเองบ้างในบางครั้ง อันที่จริงจุดเริ่มต้นของการนั่งมองกระจกใช่ว่าจะหาแรงบันดาลใจอะไรนั่นหรอก แต่เป็นเพราะกำลังไม่สบายใจ กำลังเครียด หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "กำลังเป็นทุกข์" กับหลายสิ่ง หลายอย่าง และหลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ยิ่งทุกข์ ยิ่งร้อน ใจก็ยิ่งตั้งคำถาม ตราบใดที่ใจของฉันยังตั้งคำถามและคงไม่มีทางที่สมองของฉันจะหยุดคิดเป็นแน่ ทั้งที่ลึำก ๆ ภายในจิตใจนี้ต้องการความสงบ ปราศจากความทุกข์ร้อนทั้งปวง
          ฉันจึงเริ่มหยุดและนั่งมองกระจกนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน แปลก..แต่จริง มันสามารถทำให้สมองของฉันหยุดคิดเรื่องดังกล่าวได้จริง ๆ ฉันเริ่มทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้่นอย่างใจเย็นและมีสติ ฉันเริ่มเอาใจเขามาใส่ใจเรา มันทำให้คิดได้ว่า "เพราะมันต่างตั้งแต่จุดเริ่มต้น" ต่างตั้งแต่การเกิด ครอบครัว สภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ผู้คนที่คิดและสอนแบบแตกต่าง วิถีชีวิตที่แตกต่าง จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งคน จะคิดและทำเหมือนกับคนหลาย ๆ และสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งคือการเข้าใจพื้นฐานธรรมชาติของความเป็น มนุษย์ ซึ่งแต่ละคนมีพื้่นฐานแตกต่างกันเพราะฉะนั้ันไม่ีมีสิ่งใดเป็นมาตรฐานที่จะ สามารถตัดสินอีกคนได้ "เพราะทุกคนล้วนแตกต่าง"

การเกิดโรค

"อโรคยาปรมา  ลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" การปราศจากทุกข์ก็เป็นลาภอันประเสริฐเช่นเดียวกัน ความทุกข์ ความไม่สบายใจถือได้ว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง สาเหตุของการเกิดทุกข์คือการยึดติดจิตปรุงแต่ง ไม่มีสิ่งใดสิ่งใดทำให้เราเจ็บปวดได้ ปัจจัยภายนอกล้วนเป็นสิ่งภายนอก จิตใจของเราเองที่รู้สึกไปกับมัน..."ธรรมชาติของจิตคือว่างเปล่า ที่ต้องเป็นทุกข์เพราะจิตปรุงแต่ง"....

"เรือ"

..."ก็เหมือนเรือน้อย ฝ่ามรสุม ก็เหมือนดังว่าว ขาดพลิ้วตามลม"  จำไม่ได้แล้วว่าฟังบทเพลงนี้ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่ และก็ไม่เข้าใจความหมายของมันนัก รู้้เพียงแต่ว่ารู้สึกชอบก็แค่นั้น หากถามว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรกับประโยคดังกล่าว คงบอกได้ว่า หากเปรียบให้ชีวิตเป็นดั่งเ้รือ ที่มีตัวของเราเป็นผู้ประคองเรือเพื่อไปให้ถึงยังฝั่ง หากมีความรู้ความชำนาญและมีมานะอดทนในการประคองเรือก็คงไม่ยากที่จะถึงยัง ฝั่ง เฉกเช่นเดียวกับการใช้ชีวิต หากใช้ชีวิตอย่างมีสติ เข้าใจกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ และรู้จักปล่อยวาง เราก็จะไม่เกิดทุกข์ เมื่อเราไม่มีการปรุงแต่งชีวิตก็เป็นไปตามธรรมชาติ เืมื่อเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ทุกข์ก็จะไม่เกิด "กฏของธรรมชาติ มีอำนาจเหนือทุกสิ่งไม่อาจปรุงแต่งได้"

เวลากับกระดาษ

.."เวลาก็เหมือนกับกระดาษ เวลาที่เราตัดสินใจทำอะไรซักอย่างในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็เหมือนกับการที่เรา เขียนอะไรซักอย่างลงบนกระดาษ เรามองเห็นทุกตัวอักษรบนกระดาษ ดังเช่นเรามองเห็นอดีตที่ผ่านมา เวลาจะต่างกับกระดาษก็เพียงแค่ เวลาไม่สามารถเอากลับมาใช้ใช้ใหม่ได้.."

จุดมุ่งหมาย

มีบุคคลเคยกว่าเอาไว้ว่า "ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า เกิดมาทำไม ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะไปไหน ไม่จำเป็นต้องจุดหมายปลายทาง เรารู้แต่ว่าต้องเดินบนเส้นทางนี้ให้ดีเท่านั้น" ฉันกลับคิดว่า "หากไม่มีจุดมุ่งหมายแล้วนั้นเราจะไม่รุวิธีืเดินบนเส้นทางนี้ให้ดีได้"

คำคม

"ความสุขในกะลา  ยิ่งใหญ่กว่านภากว้าง"

"รู้เท่าทันคนอื่นได้  แต่ปฏิเสธที่จะรู้เท่าทันตนเอง"

"อย่าปฏิเสธที่จะระวังภัยจากทรายเม็ดเล็ก"

"อ่อนให้ได้ดั่งน้ำ และจงแข็งให้ได้ดั่งน้ำ

"ให้เวลามากเกินไปกับสิ่งที่สำคัญน้อย จนเหลือเวลาน้อยในการทำสิ่งที่สำคัญมากกว่า"

"หากอับจนซึ่งปัญญา ก็ไร้ซึ่งวาสนา"

"ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลในทุก ๆ การกระทำ"

"เหนือสิ่งอื่นใด จงซื่อสัตย์ต่อตนเอง"

"ทุกคนล้วนมีคำถาม และำคำตอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่คำตอบของคนอื่นอาจช่วยให้เราค้นพบคำตอบของตัวเองได้เร็วขึ้น"

"ความทุกข์บางอย่างสอนให้เรารุ้จักความสุขบางอย่างที่เราอาจเคยมองข้ามไป"

"เดินหมากรุกยังต้องคิด  เดินหมากชีวิตไม่คิดได้อย่างไร"

"สมอง ยิ่งใช้่ยิ่งฉลาด  อารมณ์ ยิ่งใช้ยิ่งพินาศ"

"ต้องพร้อมและรู้จักที่จะรอ เพราะกว่าฤดูร้อนจะมาถึงยังต้องรอให้ผ่านฤดูหนาวไปก่อน"